ก่อนอื่น เราต้องสำรวจตัวเองว่า
ทำกัมมัฏฐานอย่างใดสติจะเกิด ทำอย่างใดจะเกิดสัมมาสมาธิ
ทำอย่างใดจะเห็นความจริงของกายของใจได้
ในหลักการปฏิบัตินี่จะต้องตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอน
แต่ในขั้นลงมือทำนี่ทางใครทางมัน แล้วแต่จริตนิสัยของแต่ละคน
ถัดจากนั้น ก็มาดูว่าเรามีอุปสรรคเครื่องขัดข้องอื่นๆไหม
ต้องสำรวจใจตัวเอง สำรวจว่าเรามีศีลบริบูรณ์ไหม
เรายังยึดติดในชื่อเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือไม่
เรายังติดในรูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ หรือเปล่า
ถ้ายังติดในกามอยู่อย่างนี้ ก็ยังข้ามภพข้ามชาติไม่ไหว
กายานุปัสสนาสติปัฏฐานการดูกาย (กายานุปัสสนา) การรู้กายนี่ต้องทำสมาธิทำฌานก่อน
ให้จิตตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ดู
อยู่ๆจะไปกำหนดรูปนามด้วยการรู้กายเลย ทำไม่ได้
อย่างน้อยต้องได้อุปจารสมาธิ หรือได้ทุติยฌาน
จิตจะรวมลงไป เหลือแต่ความรู้สึกอันเดียว
ออกจากสมาธิแล้วจิตผู้รู้จะทรงตัวอยู่ แล้วมันจะเห็นเลยว่าตัวจิตผู้รู้นี้ไม่ใช่ตัวเรา
ด้วยอำนาจของฌาน จะเห็นทันทีเลยว่า
ร่างกายที่หายใจเข้าหายใจออก ร่างกายที่ยืนเดินนั่งนอนนี่ไม่ใช่ตัวเรา
แล้วจะเห็นทันทีเลยว่าเวทนาก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง
แยกกันหมดเลยด้วยอำนาจของสมาธิในขั้นที่เข้มข้น
มันก็แยกกันไปช่วงหนึ่ง แล้วมันก็จะไปรวมกันอีก
ก็ต้องทำสมาธิใหม่ อันนี้เป็นสมถยานิก
เวลาที่พระพุทธเจ้าสอนอิริยาบทสี่ ท่านสอนง่ายๆ
ภิกษุทั้งหลายนั่งอยู่ให้รู้ว่านั่งอยู่ เมื่อยืนอยู่ก็รู้ว่ายืนอยู่
เมื่อนอนอยู่ก็รู้ว่านอนอยู่ รู้ด้วยสตินั่นเอง
เสร็จแล้วก็มีปัญญาเห็นว่าตัวที่ยืนเดินนั่งนอนไม่ใช่ตัวเรา
ถ้ามีสมาธิหนุนหลังใจตั้งมั่น จะเห็นเลยว่าตัวที่ยืนเดินนั่งนอนไม่ใช่ตัวเรา
คำว่า "รู้" ก็มีสองนัยยะอย่างที่หลวงพ่อบอก
รู้ด้วย
สติคือเห็นรูปนี้กำลังเคลื่อนไหวอยู่ กับรู้ด้วย
ปัญญาคือเข้าใจ
ความเป็นจริงของรูป อันนี้มันเป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ มันไม่ใช่ตัวเราหรอก
การที่จิตจะเห็นตรงนี้ได้ จิตต้องมีสมาธิหนุนหลัง
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานในการดูเวทนาก็ใช้หลักอันเดียวกัน มีสติรู้ลงไปที่เวทนา
ความปวดความเมื่อยความสุขความเฉยๆ มีสติรู้ลงไปในกายนี้มีสองอัน
ในกายมีความสุขกับความทุกข์ ในจิตใจนี่มีความสุขมีความทุกข์มีความเฉยๆด้วย
ความสุขความทุกข์ความเฉยๆเกิดขึ้นเราก็มีสติรู้ไป ไม่ใช่ไปนั่งเพ่งให้หาย
ในการที่เรารู้เวทนา เราจะรู้อย่างอื่นด้วย คือจะรู้กายกับจิต
เพราะเวทนาอาศัยอยู่ในกาย อาศัยอยู่ในจิต
เวทนานุปัสสนาจึงเป็นกัมมัฎฐานที่ทำยาก เพราะครอบคลุมทั้งกายและจิต
ครอบคลุมถึงตัวเวทนา และเหตุที่เกิดเวทนานั้นด้วย ส่วนกายานี้ทำง่าย
และต้องใช้หลักอันเดียวกันคือมีสติระลึกรู้สภาวะของเวทนาที่ปรากฏ
มีปัญญาเข้าใจเวทนานั้นว่าเวทนาไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์
เป็นแค่นามธรรมอย่างหนึ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
แล้วก็เห็นอีกว่าเวทนาไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายกับเวทนาคนละอันกัน
ร่างกายไม่เคยเจ็บปวดเพราะร่างกายเป็นวัตถุ วัตถุไม่รู้อารมณ์
เวทนาไม่ใช่จิต เวทนาเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า
เวทนาเป็นสิ่งที่แนบมากับจิต แฝงมากับจิต จะละเวทนาเป็นไปไม่ได้เลย
ไม่มีใครดับเวทนาได้ เวทนาเป็นธรรมชาติที่เกิดร่วมกับจิตทุกๆดวง
ดังนั้นไม่มีใครดับเวทนาได้ มีแต่เปลี่ยนสภาพของเวทนาจากสุขจากทุกข์ให้เป็นเฉยๆ
เฉยๆก็เป็นเวทนาอีกอันหนึ่ง ไปคิดว่าเฉยๆ ไม่ใช่เวทนา ฉะนั้นมีเฉยๆ นะ
ยังมีตัณหาอุปาทานภพชาติได้อย่างเดิม นั่นแหละ
ดังนั้นการรู้เวทนาไม่ใช่เพื่อละเวทนา แต่เพื่อให้เห็นความจริงว่า
กายนี้ไม่ใช่เรา เวทนาไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา แล้วจิตจะไม่กระเพื่อมหวั่นไหวเพราะเวทนา
ไม่ใช่ไม่มีเวทนานะ แต่จิตไม่กระเพื่อมหวั่นไหวเพราะเวทนา
ในการดูจิตก็เหมือนกัน จิตเป็นกุศลให้รู้ จิตมีราคะโทสะโมหะให้รู้
จิตฟุ้งซ่านให้รู้ จิตสงบให้รู้
รู้ในหลักเดียวกันคือ สติระลึกรู้สภาวะ มีปัญญารู้ลักษณะ
เช่น ความโกรธเกิดขึ้น สติก็ระลึกได้ว่าความโกรธเกิดขึ้นมา
ปัญญาหยั่งลงไปเห็นเลย ตัวที่โกรธอยู่ไม่ใช่เราโกรธหรอก ไม่มีตัวเราในความโกรธ
ในจิตที่ไปโกรธ ไม่มีตัวเราในสัตว์บุคคลทั้งหลายที่ทำให้โกรธ จะเห็นว่าไม่มีตัวเรานะ
บทสรุปดังนั้นทำสติปัฏฐาน ไม่ว่าจะกายเวทนาจิตนะ สุดท้ายก็คือให้เห็นว่าไม่มีตัวมีตนนั่นเอง
ละความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน ได้เป็นพระโสดาบัน ตามรู้ต่อไปจนเห็นความจริงว่าทั้งรูปทั้งนามมีแต่ทุกข์ล้วนๆ
นี่คือเข้าใจทุกข์แจ่มแจ้ง ปล่อยวางความทุกข์
หมดความยึดถือในขันธ์ เป็นพระอรหันต์
ไม่มีทางเดินที่สองมากกว่านี้อีกต่อไปแล้ว ขอย้ำนะว่า
ไม่มีทางที่สองอีกต่อไปแล้ว
นี่เป็นทางสายเดียวเท่านั้นที่จะถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ถ้าไม่เรียนก็ต้องลำบากต่อไปอีกเนิ่นนานนะ
http://www.wimutti.net/pramote/